ข้ามไปยังเนื้อหา
ราคาทองคำวันนี้
วิเคราะห์ตลาด

แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI พบผู้นำสหรัฐฯ ถกนโยบาย AI

โดย Administrator อ่าน 1 นาที 80 ครั้ง

แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI พบผู้นำสหรัฐฯ ถกนโยบาย AI
ในหน้านี้
  1. การพบปะกับผู้นำสภาคองเกรส
  2. คำสั่งบริหารด้าน AI ของทรัมป์
  3. จุดยืนของ OpenAI ต่อการกำกับดูแลและนโยบาย
  4. บทสรุป

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ได้เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อพบปะกับสมาชิกสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่บริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การเยือนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่นโยบายเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นที่ถกเถียงและได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังในระดับสูงสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ การหารือดังกล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีในการกำหนดทิศทางกฎระเบียบและอนาคตของ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมหาศาล

การพบปะกับผู้นำสภาคองเกรส

อัลต์แมนมีกำหนดการพบปะกับบุคคลสำคัญในสภาคองเกรส รวมถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ไมค์ จอห์นสัน (พรรครีพับลิกัน รัฐลุยเซียนา) และผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ฮาคีม เจฟฟรีส์ (พรรคเดโมแครต รัฐนิวยอร์ก) ซึ่งตัวแทนของทั้งสองท่านได้ยืนยันกำหนดการดังกล่าวกับ CNBC การพบปะกับผู้นำจากทั้งสองพรรคการเมืองแสดงให้เห็นถึงความพยายามของ OpenAI ในการสร้างความเข้าใจและหาจุดร่วมกับผู้กำหนดนโยบายจากทุกฝ่าย เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนานวัตกรรม AI จะดำเนินไปพร้อมกับการกำกับดูแลที่เหมาะสมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน

การที่ซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำต้องเข้าพบปะกับผู้นำทางการเมืองบ่อยครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและผลกระทบที่กว้างขวางของเทคโนโลยี AI ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ การหารือเหล่านี้มักครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น ความปลอดภัยของ AI, การป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด, การแข่งขันที่เป็นธรรม, และการรักษาสถานะผู้นำด้าน AI ของสหรัฐฯ ในเวทีโลก

คำสั่งบริหารด้าน AI ของทรัมป์

การเยือนของอัลต์แมนเกิดขึ้นหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเกี่ยวกับ AI เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอัลต์แมนได้แสดงการสนับสนุนต่อคำสั่งดังกล่าว คำสั่งนี้เรียกร้องให้บริษัท AI ยินยอมให้รัฐบาลเข้าถึงโมเดล AI ของตนโดยสมัครใจเป็นเวลาสูงสุด 30 วันก่อนที่จะเปิดตัวสู่สาธารณะ แม้ว่าคำสั่งจะยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน แต่ผู้บริหารจากบริษัท AI ชั้นนำหลายราย รวมถึงอัลต์แมน ก็ได้แสดงการสนับสนุนผ่านโซเชียลมีเดีย

อัลต์แมนได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) ระบุว่า "สหรัฐฯ ควรเป็นผู้นำด้าน AI โดยการพัฒนาโมเดลที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่าปลอดภัย และส่งมอบเครื่องมือด้านไซเบอร์ให้กับผู้พิทักษ์ที่เชื่อถือได้" และเสริมว่า "คำสั่งบริหารฉบับใหม่นี้มีความสมดุลที่เหมาะสม" การแสดงจุดยืนนี้บ่งชี้ว่า OpenAI มองเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและความรับผิดชอบ

จุดยืนของ OpenAI ต่อการกำกับดูแลและนโยบาย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา OpenAI ได้เผยแพร่บล็อกโพสต์ในหัวข้อ "มุมมองของเราต่อนโยบาย AI และการสนับสนุนทางการเมือง" ซึ่งระบุว่าบริษัทไม่ได้บริจาคเงินให้กับผู้สมัครหรือแคมเปญหาเสียงใดๆ นอกจากนี้ OpenAI ยังกล่าวว่าไม่ได้จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการทางการเมือง (PACs) ที่ได้รับทุนจากพนักงานของตนเอง หรือให้ทุนสนับสนุน PACs ที่มีอยู่เพื่อ "กำหนดเรื่องเล่าสาธารณะเกี่ยวกับ AI" บริษัทให้คำมั่นว่าจะยังคงสนับสนุนนโยบาย "อย่างโปร่งใส" และในนามของบริษัทเอง

ในบล็อกโพสต์ดังกล่าว OpenAI เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญที่บริษัทเชื่อมั่น โดยระบุว่า "เราสนับสนุนกฎระเบียบที่รอบคอบ การทดสอบระบบ AI ที่ทรงพลังอย่างเข้มงวด มาตรฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และการเข้าถึงประโยชน์ของ AI ในวงกว้าง" จุดยืนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักของ OpenAI ในการสร้างสมดุลระหว่างการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีกับการสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

การที่ OpenAI ซึ่งเป็นผู้จุดประกายกระแส AI ด้วยการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันในการกำหนดนโยบาย AI ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อัลต์แมนเองก็เป็นผู้ที่เดินทางเข้าออกแคปิตอลฮิลล์บ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อพบปะกับผู้กำหนดนโยบายและอธิบายถึงศักยภาพและความท้าทายของ AI ความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและผลักดันให้เกิดกรอบการกำกับดูแลที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรม AI

บทสรุป

การเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของแซม อัลต์แมน และการพบปะกับผู้นำทางการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ในวาระแห่งชาติของสหรัฐฯ และทั่วโลก การที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการหารือด้านนโยบาย แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อการกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีนี้ การสร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรม การกำกับดูแล และความปลอดภัย จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของ AI ในขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างอนาคตที่ AI สามารถเป็นประโยชน์ต่อทุกคนได้อย่างแท้จริง

แหล่งอ้างอิง

ที่มา: CNBC (03/06/2026)

อ่านบทความต้นฉบับ ↗

คำถามที่พบบ่อย

แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ไปพบใครที่วอชิงตัน ดี.ซี.?
แซม อัลต์แมน ได้เข้าพบกับผู้นำสภาคองเกรส เช่น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไมค์ จอห์นสัน และผู้นำเสียงข้างน้อย ฮาคีม เจฟฟรีส์ รวมถึงเจ้าหน้าที่บริหารที่เกี่ยวข้องกับคำสั่ง AI ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การพบปะเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายและกรอบการกำกับดูแลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐอเมริกา
คำสั่งบริหารด้าน AI ของโดนัลด์ ทรัมป์ มีเนื้อหาสำคัญอย่างไร?
คำสั่งบริหารดังกล่าวเรียกร้องให้บริษัท AI ยินยอมให้รัฐบาลเข้าถึงโมเดล AI ของตนโดยสมัครใจเป็นเวลาสูงสุด 30 วันก่อนที่จะเปิดตัวสู่สาธารณะ แม้ว่ารายละเอียดจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและการใช้งาน AI ที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งแซม อัลต์แมน ได้แสดงการสนับสนุนต่อแนวทางนี้
OpenAI มีจุดยืนอย่างไรต่อการกำกับดูแลและนโยบาย AI?
OpenAI สนับสนุนกฎระเบียบที่รอบคอบ การทดสอบระบบ AI ที่ทรงพลังอย่างเข้มงวด มาตรฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และการเข้าถึงประโยชน์ของ AI ในวงกว้าง บริษัทระบุว่าไม่ได้บริจาคเงินให้กับการหาเสียงทางการเมืองใดๆ และมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนนโยบายอย่างโปร่งใสในนามของบริษัทเอง
ทำไมซีอีโอของบริษัท AI จึงต้องเข้าพบนักการเมืองบ่อยครั้ง?
การที่ซีอีโอของบริษัท AI เข้าพบนักการเมืองบ่อยครั้งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่กว้างขวางของเทคโนโลยี AI ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงเทคนิค แต่ยังส่งผลต่อสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ การหารือเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและความรับผิดชอบ

ปรับปรุงล่าสุด: 2 ต.ค. 2569